ทำไมคนถึง “ไว้ใจ” Dr.PONG เพราะความน่าเชื่อถือ สร้างยากกว่าโฆษณา กรณีศึกษาที่ SME ไทยเอาไปใช้ได้
ปีล่าสุด Dr.PONG ทำรายได้ไปแล้ว 3,100 ล้านบาท เติบโต 28% และกำไร 300 ล้านบาท เติบโต 71% ตัวเลขระดับนี้ไม่ได้เกิดจากงบโฆษณามหาศาลอย่างที่หลายคนคิด แต่มีจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ไม่เกี่ยวกับสกินแคร์เลยสักนิด
จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้มาจากสกินแคร์เลยสักนิด
ย้อนกลับไปตอนที่ นพ.ยุวพงศ์ สุทธินันท์ ยังเป็นนิสิตแพทย์ปี 5 เขาเจอปัญหาเล็กๆ ที่ไม่มีใครแก้ให้ นั่นคือการจด Lecture บนแท็บเล็ต ในยุคที่ยังไม่มีปากกา Stylus ดีๆ ให้ใช้ แทนที่จะรอให้มีคนทำมาขาย เขาเอาเงินแต๊ะเอีย 30,000 บาทมาลงทุนออกแบบปากกา Stylus ด้วยตัวเอง จดอนุสิทธิบัตรเอง แล้วส่งแบบให้โรงงานที่ไต้หวันผลิตให้
จุดที่น่าสนใจคือ เขาไม่ได้ทำเพราะมองเห็นโอกาสทางธุรกิจก่อน แต่ทำเพราะตัวเองเป็น “ผู้ใช้จริง” ที่เจอปัญหานี้ทุกวัน พอเข้าใจปัญหาลึกพอ สินค้าที่ออกมาก็เลยตอบโจทย์คนอื่นที่เจอปัญหาเดียวกันได้ทันที และขายดีเกินคาด
จากปากกา สู่สินค้าสุขภาพ สู่แบรนด์ที่ใช้ชื่อตัวเอง
หลังจากนั้นคุณหมอยุวพงศ์ก็เริ่มมองหาสินค้าตัวใหม่มาต่อยอด คราวนี้เลือกจับกลุ่มสินค้าสุขภาพ อย่างเสื้อดามหลัง ผ้ารัดเข่าเสริมแกนสปริง เข็มขัดพยุงหลัง ขายภายใต้แบรนด์ชื่อ Siam Comfort ถึงขั้นเขียนหนังสือ “หายปวดได้ ง่ายนิดเดียว” เพื่อให้ความรู้คู่ไปกับการขายสินค้า
จนกระทั่งช่วงโควิด-19 ที่หลายธุรกิจต้องหยุดชะงัก คุณหมอกลับมองเห็นโอกาสใหม่ในตลาดเวชสำอาง จึงตัดสินใจรีแบรนด์ครั้งใหญ่ จาก Siam Comfort เป็น “Dr.PONG” โดยใช้ชื่อเล่นของตัวเองมาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ตรงๆ ไม่อ้อมค้อม นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยเฉพาะหลังผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ดีท็อกซ์ที่สร้างชื่อให้กับแบรนด์อย่างจริงจัง
ทำไมคนถึงไว้ใจง่ายกว่าแบรนด์อื่น
คำตอบไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด แต่เป็นเพราะ Dr.PONG มีจุดที่แบรนด์อื่นลอกเลียนได้ยากอยู่หลายชั้น
ชั้นแรกคือ “เจ้าของคือหมอตัวจริง” คนที่คิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์ไม่ใช่ทีมการตลาด แต่คือแพทย์ที่เอาชื่อตัวเองมาผูกกับแบรนด์ตรงๆ เท่ากับเอาชื่อเสียงตัวเองมาการันตีคุณภาพ ผู้บริโภคจึงข้ามขั้นตอนการหาข้อมูลเปรียบเทียบไปได้เลย เพราะเชื่อใจตั้งแต่ต้นทาง
ชั้นที่สองคือสินค้าถูกทดสอบกับผิวคนไทยโดยเฉพาะ ไม่ใช่สูตรนำเข้าที่ทดสอบกับผิวชาติอื่นแล้วมาขายในไทย นี่คือเหตุผลที่ลูกค้ารู้สึกว่า “นี่แหละของจริงสำหรับผิวเรา”
ชั้นที่สามคือการแบ่งกลุ่มสินค้าตามปัญหาชัดเจน ไม่ว่าจะหน้าหมอง สิว ริ้วรอย หรือผมร่วง ลูกค้าไม่ต้องเดาว่าตัวไหนเหมาะกับตัวเอง แค่รู้ปัญหาก็เลือกสินค้าได้ทันที ยิ่งตัดสินใจไว ก็ยิ่งกล้าลองซื้อ
และชั้นสุดท้ายคือพลังของรีวิวจากผู้ใช้จริง ทั้งบน TikTok และ Lemon8 ที่คนรีวิว “ป้ายยา” กันเองต่อเนื่อง ความน่าเชื่อถือแบบนี้สร้างยากกว่าโฆษณาแบรนด์เอง เพราะมันคือคำยืนยันจากคนที่ใช้จริงไม่ใช่แบรนด์พูดเอง
บทเรียนที่ SME เอาไปใช้ได้
เรื่องราวของ Dr.PONG สะท้อนให้เห็นว่าความไว้ใจของผู้บริโภคไม่ได้เกิดจากงบการตลาดมหาศาลเสมอไป แต่เกิดจากการที่เจ้าของธุรกิจเข้าใจปัญหาของลูกค้าจริงๆ ตั้งแต่วันที่ยังเป็นนิสิตแพทย์ที่แก้ปัญหาให้ตัวเองด้วยปากกา Stylus จนถึงวันที่กลายเป็นแบรนด์สกินแคร์ที่คนไทยไว้ใจ เส้นทางของคุณหมอยุวพงศ์คือตัวอย่างว่า การเอาตัวตนและความเชี่ยวชาญของตัวเองมาเป็นแกนของแบรนด์ อาจเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ากว่าเงินโฆษณาก้อนโตด้วยซ้ำ