ศูนย์รวมแฟรนไชส์น่าลงทุน
แฟรนไชส์

อากาศร้อนเบอร์นี้ ต้องมีธุรกิจดับกระหาย!เจาะลึก 6 แฟรนไชส์ตัวท็อป รับทรัพย์หน้าร้อน เปิดค่าแฟรนไชส์ตั้งต้น แบบไม่รวมค่าตกแต่ง!

เมื่อประเทศไทยเข้าสู่หน้าร้อนอย่างเต็มรูปแบบ “เครื่องดื่มและของหวานเย็นๆ” คือไอเทมติดปีกที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า นี่จึงเป็นนาทีทองของนักลงทุนที่กำลังมองหาธุรกิจคืนทุนไว

วันนี้ ชี้ช่องรวย ขอพาไปเจาะลึก 6 แฟรนไชส์ตัวท็อปสายดับร้อน พร้อมกางตัวเลข “ค่าแฟรนไชส์เริ่มต้น” (แบบเน้นๆ ไม่รวมงบตกแต่งร้าน) เพื่อให้คุณประเมินต้นทุนในกระเป๋าได้ง่ายขึ้น ไปดูกันเลย!

 

  1. MIXUE (มี่เสวี่ย) – ราชาไอศกรีมและชาผลไม้แห่งยุค

แบรนด์มหาอำนาจจากจีนที่ครองใจคนด้วยราคา “ถูกสุดโต่ง” (ไอศกรีม 15 บาท / น้ำมะนาว 20 บาท) เน้นกำไรน้อยแต่วอลุ่มมหาศาล ทำให้ลูกค้าซื้อซ้ำได้ทุกวันโดยไม่ต้องคิดเยอะ

  • 📌 ค่าแฟรนไชส์: 50,000 บาท / ปี
  • 💡 งบตั้งต้น: แบรนด์จะมีค่าบริหารจัดการ (25,000 บาท/ปี), ค่าอบรม (10,000 บาท/ปี), เงินค้ำประกัน (100,000 บาท) และเมื่อรวมกับค่าอุปกรณ์+วัตถุดิบงวดแรก งบตั้งต้นก่อนเริ่มตกแต่งร้านจะอยู่ที่ประมาณ 885,000 บาท

 

  1. WEDRINK (วีดริ๊งก์) – ดาวรุ่งพุ่งแรง คู่แข่งตัวฉกาจ

อีกหนึ่งแบรนด์ไอศกรีมและชาผลไม้จากจีนที่กำลังปูพรมขยายสาขาในไทยอย่างดุดัน มีเมนูหลากหลายกว่า แข่งขันในน่านน้ำ “ราคาประหยัด” ได้อย่างยอดเยี่ยม

  • 📌 ค่าแฟรนไชส์: 50,000 บาท / ปี (บางช่วงมีโปรโมชัน ฟรีค่าแฟรนไชส์ 3 ปีแรก)
  • 💡 งบตั้งต้น: คล้ายกับมี่เสวี่ย คือมีค่าจัดการ (25,000 บาท/ปี), เงินประกัน (100,000 บาท) และค่าอุปกรณ์+วัตถุดิบชุดแรก งบตั้งต้นก่อนเริ่มตกแต่งร้านจะอยู่ที่ประมาณ 760,000 – 880,000 บาท
  1. ไผ่ทองไอสครีม (Paithong Station) – ตำนานที่ไม่มีวันตาย

จากภาพจำรถเข็นเร่ขาย สู่การยกระดับโมเดลใหม่ในชื่อ “ไผ่ทองสเตชั่น” ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ทำเดลิเวอรีได้สบายๆ และยังคงรสชาติไอศกรีมกะทิที่คนไทยคุ้นเคย

  • 📌 ค่าแฟรนไชส์: ฟรี! (ไม่มีการเก็บ Franchise Fee หรือรายปี)
  • 💡 งบตั้งต้น: แบรนด์ขายเป็นชุดแพ็กเกจพร้อมเปิดร้าน (ได้อุปกรณ์และสินค้าพร้อมขาย) เริ่มต้นที่ 54,900 – 75,900 บาท ซื้อปุ๊บ ตั้งโต๊ะหรือเคาน์เตอร์ขายได้ทันที เหมาะกับคนงบน้อยที่อยากรันธุรกิจไวๆ
  1. Owl Cha (อาวน์ ชา) – แฟรนไชส์ชานกฮูก โตไวปานสายฟ้าแลบ

เจ้าตลาดชานมไข่มุกและชาผลไม้โซดาราคาย่อมเยา (เริ่มต้น 19 บาท) ที่ขยายสาขาไปทั่วประเทศ โดดเด่นที่แก้วสวยดูพรีเมียมเกินราคา รสชาติคงที่มาตรฐานเป๊ะ

  • 📌 ค่าแฟรนไชส์: 79,000 บาท
  • 💡 งบตั้งต้น: แบรนด์นี้ ไม่เก็บค่าการตลาด และไม่หักเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย (No GP) ถ้ารวมอุปกรณ์พร้อมชง (ไม่รวมงานก่อสร้าง/ตกแต่งร้าน) งบตั้งต้นจะเซฟมากๆ อยู่ที่หลักแสนต้นๆ ถึงสองแสนบาท
  1. ยู้ฮูหวานเย็น– ยกระดับของหวานไทยสไตล์คาเฟ่

นำ “น้ำแข็งไส” มาแปลงโฉมให้กลายเป็นของหวานคลายร้อนสุดพรีเมียม มัดใจสายคอนเทนต์และวัยรุ่นที่ชอบถ่ายรูปลงโซเชียล

  • 📌 ค่าแฟรนไชส์: แบรนด์ขายรวมในรูปแบบ “แพ็กเกจสำเร็จรูป”
  • 💡 งบตั้งต้น: ไม่ต้องปวดหัวเรื่องบิลด์อินมาก เพราะแบรนด์มีโครงสร้างมาให้เลือกตามไซซ์ เช่น Set M (รูปแบบคีออส) ราคา 169,000 บาท หรือ Set L (รูปแบบซุ้ม) ราคา 259,000 บาท ราคานี้คือรวมอุปกรณ์ วัตถุดิบ และโครงสร้างร้านพร้อมขายแล้ว
  1. ถิงถิง บิงซูน้ำขิง (Ting Ting) – อร่อยชื่นใจ ได้สุขภาพ

ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ “Health & Wellness” ฉีกกฎบิงซูทั่วไปด้วยเมนูสุขภาพอย่าง บิงซูน้ำขิง, เต้าฮวย, บัวลอย เจาะกลุ่มครอบครัวได้ทุกเพศทุกวัย มีระบบจัดการร้านที่เป็นมาตรฐานสูง

  • 📌 ค่าแฟรนไชส์ (แรกเข้า): เริ่มต้น 50,000 บาท (แบ่งเป็นค่าสิทธิแบรนด์ 40,000 บาท และค่าอบรม 10,000 บาท)
  • 💡 งบตั้งต้น: แบรนด์มีแพ็กเกจแฟรนไชส์หลายระดับ (50,000 – 500,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดร้าน) โดยผู้ลงทุนจะต้องเตรียมงบสำหรับค่าอุปกรณ์ วัตถุดิบ และงานระบบแยกต่างหาก

 

การเลือกซื้อแฟรนไชส์ นอกจากจะดูที่ความดังของแบรนด์แล้ว อย่าลืมเผื่องบสำหรับ “ค่าตกแต่งร้านและงานระบบ (บิลด์อิน, น้ำ, ไฟ)” ไว้ด้วย เพราะส่วนนี้คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ต้นทุนของแต่ละสาขาแตกต่างกัน ใครกำลังเล็งแบรนด์ไหนไว้ ลองศึกษาทำเลของตัวเองควบคู่กันไปด้วยนะ!

 

ค้นหาแฟรนไชส์ที่ใช้ได้ที่ 👉  ชี้ช่องรวย

adsnetcon2