ศูนย์รวมแฟรนไชส์น่าลงทุน
7-Eleven

ถอดกลยุทธ์ ทำไม 7-Eleven กับ CJ more ถึงชอบเปิดร้านใกล้กันเสมอในทุกที่ ? สงครามชิงทำเล ที่ไม่มีใครยอมใคร

ทำไม “เซเว่นฯ” กับ “ซีเจมอร์” ถึงต้องเปิดติดกันเสมอ

 

เดินไปตามถนนสายไหนในเมืองไทยก็มักเจอภาพเดียวกัน 7-Eleven กับ CJ More ตั้งอยู่ห่างกันแค่ไม่กี่เมตร บางจุดถึงกับติดรั้วกันเลยก็มี หลายคนมองว่าเป็นเรื่องแปลก แต่แท้จริงแล้วนี่คือปรากฏการณ์ที่มีเหตุผลเชิงโครงสร้างธุรกิจรองรับอยู่หลายชั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่เรื่องที่แบรนด์ใดไล่ตามแบรนด์ใด แต่เป็นผลลัพธ์ตามธรรมชาติของกลไกตลาดค้าปลีก

 

 

1. ทำเลที่ดีมีอยู่จำกัด

ธุรกิจค้าปลีกทุกประเภทต้องพึ่งพา “จุดตัดของการสัญจร” เป็นหัวใจหลัก ไม่ว่าจะเป็นสี่แยกไฟแดง ปากซอยที่คนเข้าออกทุกวัน หน้าปั๊มน้ำมัน หรือหน้าคอนโดที่มีคนเดินผ่านหนาแน่น ทำเลลักษณะนี้ในแต่ละพื้นที่มีจำนวนจำกัดมาก ทั้ง 7-Eleven และ CJ More ต่างก็มองหาปัจจัยเดียวกันคือปริมาณคนเดินผ่านสูงสุด จุดที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุดจึงมักเหลืออยู่ไม่กี่จุดในแต่ละย่าน ผลคือทั้งสองแบรนด์ไปกระจุกตัวอยู่ในบริเวณเดียวกันโดยธรรมชาติ ไม่ต่างจากปั๊มน้ำมันหลายเจ้าที่มักตั้งอยู่ตรงข้ามกันบนถนนสายหลัก

2. ทฤษฎีคลัสเตอร์การค้า รวมกันแข็งกว่าแยกกัน

ในทางเศรษฐศาสตร์ค้าปลีกมีหลักการที่เรียกว่า retail agglomeration หรือการรวมกลุ่มธุรกิจประเภทเดียวกันไว้ในจุดเดียว ฟังดูขัดสามัญสำนึกที่ว่าคู่แข่งควรหนีห่างกันไว้ แต่ในความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะจุดที่มี 7-Eleven และ CJ More อยู่ด้วยกันจะกลายเป็น “จุดหมายปลายทาง” ที่ผู้บริโภคนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อต้องการซื้อของสะดวกซื้อ มากกว่าจุดที่มีร้านเดียวโดดๆ พูดง่ายๆ คือการอยู่ใกล้กันทำให้ทั้งย่านนั้นมี “แรงดึงดูดลูกค้า” สูงขึ้นสำหรับทั้งคู่ ไม่ใช่แย่งลูกค้ากันฝ่ายเดียว

3. พฤติกรรมผู้บริโภคที่อยากเทียบก่อนตัดสินใจ

ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้ภักดีต่อแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งแบบร้อยเปอร์เซ็นต์อีกต่อไป โดยเฉพาะกับสินค้าอุปโภคบริโภคที่ซื้อบ่อยและมีราคาไม่สูง การมี 7-Eleven กับ CJ More อยู่ติดกันเปิดโอกาสให้ลูกค้าเดินเข้าไปดูราคา โปรโมชัน หรือของแถมของแต่ละร้านได้ในเวลาไม่กี่นาที โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกล พฤติกรรมการเปรียบเทียบก่อนซื้อแบบนี้กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อยๆ และทั้งสองแบรนด์เองก็รู้ดีว่าการอยู่ในระยะที่ลูกค้าเทียบได้ทันที มีโอกาสดึงลูกค้าจากอีกฝ่ายมากกว่าการซ่อนตัวอยู่คนละมุมเมือง

4. เศรษฐศาสตร์ของเจ้าของที่ดิน

อีกแรงขับเคลื่อนที่คนมองข้ามคือฝั่งเจ้าของที่ดินและผู้พัฒนาโครงการ พื้นที่แปลงใหญ่ริมถนนสายหลักมักถูกแบ่งปล่อยเช่าให้ธุรกิจหลายรายพร้อมกันเพื่อดึงดูดผู้เช่าได้มากที่สุดและสร้างรายได้ค่าเช่าสูงสุดจากที่ดินผืนเดียว เมื่อมีทั้ง 7-Eleven และ CJ More อยู่ในโครงการเดียวกัน จุดนั้นก็ยิ่งกลายเป็นจุดที่คนแวะเวียนมากขึ้น ทำให้มูลค่าของพื้นที่โดยรวมสูงขึ้นตามไปด้วย เจ้าของที่ดินจึงไม่มีเหตุผลต้องกันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกไป ตรงกันข้ามกลับได้ประโยชน์จากการมีร้านค้าหลากหลายในจุดเดียว

5. เมื่อทำเลชนกัน ต้องแข่งด้วยจุดขายที่ต่าง

เมื่อ 7-Eleven กับ CJ More ต้องอยู่ในระยะสายตาเดียวกัน กลยุทธ์การอยู่รอดของแต่ละฝ่ายจึงไม่ใช่การหนีทำเล แต่คือการสร้างจุดต่างที่ผู้บริโภคสัมผัสได้ทันทีตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าร้าน ไม่ว่าจะเป็นขนาดร้านที่กว้างกว่า ราคาสินค้าบางหมวดที่ถูกกว่า บริการเสริมที่ไม่มีในร้านข้างๆ หรือช่องทางชำระเงินที่สะดวกกว่า การแข่งขันแบบเผชิญหน้าจึงผลักดันให้ทั้งสองแบรนด์ต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพราะไม่มีระยะห่างทางภูมิศาสตร์มาเป็นเกราะป้องกันอีกต่อไป

6. การมีตัวเลือกสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค

ในมุมจิตวิทยา การเห็น 7-Eleven กับ CJ More ตั้งอยู่ในจุดเดียวกันทำให้ผู้บริโภครู้สึกอุ่นใจว่าตัวเองมีทางเลือก ไม่ถูกบังคับให้ซื้อจากร้านเดียวเพราะไม่มีทางเลือกอื่น ความรู้สึกนี้ส่งผลทางอ้อมให้ผู้บริโภคนึกถึงย่านนั้นเป็นจุดที่ “น่าแวะ” มากกว่าย่านที่มีร้านค้าเพียงเจ้าเดียว เพราะรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจต่อรองมากกว่าในฐานะผู้ซื้อ

7. โครงสร้างเมืองเอื้อให้เกิดปรากฏการณ์นี้เป็นวงกว้าง

การขยายตัวของเมืองในไทยมักเติบโตตามแนวถนนสายหลักและจุดตัดการจราจร ทำให้ทำเลศักยภาพสูงกระจุกตัวอยู่ในบางจุดของแต่ละย่านเท่านั้น เมื่อทั้ง 7-Eleven ในฐานะเจ้าตลาด และ CJ More ในฐานะผู้ท้าชิง ต่างใช้หลักการเลือกทำเลที่คล้ายกัน คือมองหาจุดที่มีการจราจรหนาแน่นและกำลังซื้อสูง ผลลัพธ์จึงออกมาคล้ายกันโดยธรรมชาติ ไม่ว่าฝ่ายไหนจะเป็นผู้เปิดตลาดหรือผู้เล่นหน้าใหม่ก็ต้องมองหาปัจจัยเดียวกันอยู่ดี

บทสรุป

การที่ 7-Eleven กับ CJ More เปิดติดกันจึงไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดไล่ตามฝ่ายใด แต่เป็นผลลัพธ์ตามธรรมชาติของกลไกตลาดที่ทั้งสองแบรนด์ต่างมองหาทำเลศักยภาพสูงเหมือนกัน บวกกับหลักเศรษฐศาสตร์ที่การรวมกลุ่มธุรกิจประเภทเดียวกันสร้างแรงดึงดูดลูกค้าได้มากกว่าการแยกกันอยู่ ผลลัพธ์สุดท้ายคือผู้บริโภคเป็นฝ่ายได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะการแข่งขันแบบเผชิญหน้าบีบให้ทั้ง 7-Eleven และ CJ More ต้องพัฒนาสินค้าและบริการอยู่ตลอดเวลา


resource :7-Eleven,CJ More

adsnetcon2